e   เรื่องที่    พระไตรปิฎก  e

R.  R.

b สาระสำคัญ

            พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์สูงสุดและสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ซึ่งประมวลคำสั่งสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้าที่มีเนื้อหามากกว่าคัมภีร์ของศาสนาทั้งหลายในโลก กล่าวคือมีจำนวน ๘๔,๐๐๐ คัมภีร์ โดยแบ่งเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ คือ พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม  ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจในพระพุทธศาสนามีความรู้อย่างถูกต้องในคำสอนของพระพุทธเจ้า

 

kจากสังคายนาพระธรรมวินัยสู่พระไตรปิฎก

            พระธรรม คือ ประมวลข้อแนะนำคำสอนเชิญชวนและชี้นำให้ประพฤติปฏิบัติ ส่วนพระวินัย คือ ประมวลข้อคำสั่งซึ่งเป็นทั้งข้อห้ามและข้อนุญาตในของพระพุทธเจ้าให้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระบบในรูปของพระธรรมวินัยนั้นได้เริ่มมีขึ้นแล้วตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงพระชนมายุอยู่  แต่การรวบรวมและจัดระบบและจำแนกพระธรรมวินัยออกเป็นหมวดหมู่แน่นอนคือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎกและอภิธรรมปิฎก ที่รวมเรียกว่า  “พระไตรปิฎก”  นั้น ได้ค่อยๆ เริ่มขึ้นเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว โดยผ่านขั้นตอนการทำ  “สังคายนา”  สืบต่อกันมาเป็นช่วงๆ อีกหลายครั้งกว่าพระพุทธวจนะอันหมายถึงพระธรรมวินัย จะได้พัฒนาขึ้นมาเป็น “พระไตรปิฎก”  และได้รับการจารึกบันทึกและจัดพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรดังทีมีอยู่ในปัจจุบัน

            ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ทำหน้าที่โดยตรงในการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างขวางยิ่งขึ้นและรักษาพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าให้บริสุทธิ์บริบูรณ์อยู่เช่นเดิม  วิธีการสำคัญและจำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้ก็โดยการทำ  “สังคายนา” ซึ่งหมายถึงการประชุมสงฆ์ร่วมกันร้อยรองพระธรรมวินัยและจัดระเบียบหมวดหมู่พระพุทธ-วจนะให้เป็นระบบขึ้น  เพื่อประโยชน์แก่การศึกษาค้นคว้า อ้างอิง และการปฏิบัติอันยิ่งมีผลให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่เป็นปึกแผ่นมั่นคงสืบไป  การสังคายนามีการปฏิบัติหลายครั้งด้วยกัน ดังนี้

            *สังคายนา ครั้งที่ ๑   ทำเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๓ เดือน ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหาเขาเวภาระ  ใกล้กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดีย มีพระเจ้าอชาตศัตรูเป็นราชูปถัมภ์ มูลเหตุเกิดจากการที่พระแก่รูปหนึ่ง ชื่อ สุภัททะกล่าววาจาจ้วงจาบพระธรรมวินัย และแสดงความดีอกดีใจที่ได้ทราบข่าวการเสด็จดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้าโดยตนเองจะได้ประพฤติอะไรตามใจชอบได้โดยไม่ต้องถูกกำราบสั่งสอนให้อยู่ในกรอบพระธรรมวินัยต่อไป พระมหากัสสปะเล็งเห็นเหตุร้ายนี้อันจะทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย  จึงได้เป็นประธานรวบรวมพระสงฆ์ผู้เป็นพระอรหันต์จำนวน ๕๐๐ รูป ทำสังคายนาใช้เวลา ๗ เดือน จึงสำเร็จ  ในการนี้พระมหากัสสปะเถระเป็นผู้ซักถามพระอุบาลีเถระเกี่ยวกับพระพุทธพจน์หมวด

พระวินัย ต่อมาใช้ชื่อว่าพระวัยปิฎก และเป็นผู้ซักถามพระอานนทเถระเกี่ยวกับพระพุทธพจน์หมวด

พระธรรมและพระอภิธรรม  ซึ่งต่อมาให้ชื่อว่า  พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก โดยลำดับ

*สังคายนา ครั้งที่ ๒   ทำเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปีที่วาลิการาม เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี  ประเทศอินเดีย มีพระเจ้ากาลาโศกราชเป็นราชูปถัมภ์ มีพระยศกากัณฑกบุตรเป็นประธานพร้อมพระสงฆ์ ๗๐๐ รูป ใช้เวลา ๘ เดือน จึงสำเร็จมูลเหตุเกิดจากพวกพระวัชชีบุตรละเมิดพระวินัย  พระเรวตะทำหน้าที่ซักถามพระสัพพกามีเกี่ยวกับข้อปัญหาทางพระวินัยที่บริสุทธิ์ถูกต้องตามพระพุทธวจนะ

*สังคายนา ครั้งที่ ๓   ทำเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๒๓๔ ปี (บางแห่งระบุ ๒๓๕ ปี)  ที่อโศการาม กรุงปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย มีพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นราชูปถัมภ์ มีพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเป็นประธานพร้อมพระสงฆ์ ๑,๐๐๐ รูป ใช้เวลา ๙ เดือน จึงสำเร็จมูลเหตุเกิดจากมีพวกนอกศาสนาปลอมเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา  ทำให้พระพุทธศาสนามัวหมองและเสื่อมเสียและทำให้ธรรมวินัย

บิดเบือนไปจากความจริง ความถูกต้องในการสังคายนาครั้งนั้นมีผล ๓ ประการ คือ

      )  ได้ทำการชำระสะสางพระพุทธศาสนา และพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์

      )  ทำให้พระพุทธศาสนาเป็นปึกแผ่นมั่งคงขึ้น

      )  มีการส่งสมณทูตไปประกาศพระพุทธศาสนายังที่ต่าง ๆ ถึง ๙ คณะ

*สังคายนา ครั้งที่ ๔   ทำเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๒๓๖ ปี ที่ถูปาราม เมืองอนุราชบุรี ประเทศศรีลังกา   มีพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ เป็นองค์ราชูปถัมภ์ มีพระมหินทเถระเป็นประธานพร้อมพระสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ รูป ได้ร่วมกันชำระสะสางและร้อยกรองพระธรรมวินัยให้เป็นระบบยิ่งขึ้น และทำให้พระพุทธศาสนาตั้งมั่งในศรีลังกา

*สังคายนา ครั้งที่ ๕   ทำเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๔๓๖ ปี (บางแห่งอ้าง ๔๕๐ปี) ที่อาโลกเลณสถาน ประเทศศรีลังกา   มีพระเจ้าวัฏฏคามณีอภัยเป็นองค์ราชูปถัมภ์ มีพระรักขิตมหาเถระเป็นประธานพร้อมด้วยพระสงฆ์ชาวศรีลังกา ผลของการทำสังคายนาครั้งนี้คือ ได้เปลี่ยนวิธีการศึกษา รักษา และสืบทอดพระพุทธวจนะโดยการท่องจำเล่าให้กันฟัง ปากต่อปาก (มุขปาฐะ)  มาเป็นการจารึกพระธรรมวินัยเป็นลายลักษณ์อักษรลงในใบลาน เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงและความปลอดภัยต่อการรักษาพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สืบไป  ภาษาที่ใช้จารึกครั้งนี้ คือ ภาษาบาลี และพระไตรปิฎกได้ปรากฏรูปร่างชัดเจนขึ้นในการสังคายนาครั้งนี้

 

R.  R.