วิชาศิลปะกับชีวิต  3        ใบความรู้        เวลา      6        คาบ
ศ  3313  ระดับชั้น  ม . 3        เรื่อง   ศิลปะยุคต่าง ๆและนำไปใช้ในชีวิต        นายดำริห์     ก้อนคำ
 
 
สาระ  1   ทัศนศิลป์
        มาตรฐาน  1.2  เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็คุณค่างานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรภูมิปัญญาท้องถิ่นภูมิปัญญาไทยและสากล
 
เรื่อง    ประวัติความเป็นมาของยุคต่าง ๆ และการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
 
1.  อียิปต์
        ประวัติศาสตร์  ตามที่เข้าใจกันหมายถึงเรื่องราวที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น  ซึ่งรวมทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว ความหวัง และความหวาดเกรง   การต่อสู้แสวงหาอำนาจทั้งชัยชนะและความพ่ายแพ้   ซึ่งได้บันทึกไว้โดยเน้นด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น ศิลปะ การเมือง เศรษฐกิจ  วิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรมปรัชญาและกฎหมาย  เป็นต้น
           ฉะนั้น    ผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นในสมัยประวัติศาสตร์จึงเกี่ยวกับข้องกับผลิตผล  รูปแบบ   และการกระทำตลอดระยะเวลาที่ได้ทำการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น   เราคงไม่ทราบว่ามนุษย์มีความอดทน   ความสามารถแค่ไหน  แต่โชคดีที่มนุษย์ในสมัยนั้นเป็นคนช่างคิด  ชอบแสวงหาความจริง  และเป็นนักสร้างสรรค์  ผลงานที่เหลืออยู่จึงเปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ให้เราทราบเป็นอันมาก    มนุษย์ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้คือ   อียิปต์
        ชาวอียิปต์   จัดเป็นนักช่างสังเกตที่ฉลาด      สังเกตความขึ้นลงของแม่น้ำ อันเป็นกฎของธรรมชาติ   แล้วเรียบเรียงเป็นปฏิทิน  สังเกตโครงสร้างของพืชว่าสามารถนำมาทำประโยชน์ได้  จึงสร้างกระดาษขึ้น  ใน ขณะเดียวกันก็รู้จักการขีดเขียนบันทึกภาพต่าง ๆดัดแปลงให้เป็นตัวอักษรภาพที่มีชื่อว่า ไฮโรกรอฟฟิค
แต่สิ่งหนึ่งซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดคือ  ความเชื่อในการสร้างผลงาน  คือ
        1.เชื่อว่าโลกหน้ามีความสำคัญมากสำหรับมนุษย์
        2.เชื่อในพระเจ้าหลายองค์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ฟาโรห์   ถือเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
        3.เชื่อว่าหลักการ และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ทางศิลปะเป็นความสำคัญที่ต้องเคารพนับถือ
           ผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นในสมัยอียิปต์   แบ่งตามลักษณะของรูปแบบ และการปกครองแบ่งออกไดเป็น    3  สมัยคือ
        1.สมัยอาณาจักรเก่า
        ผลงานที่สร้างขึ้นส่วนใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมหลุมฝังศพ  และประติมากรรม  มากกว่าจิตรกรรม  โดยพยายามสร้างตามความเชื่อดังกล่าวมาแล้ว ลักษณะของผลงานมีดังต่อไปนี้
 
        1.ประติมากรรม
        1.1.มีลักษณะเน้นความงามด้านหน้า  ตามหลักของการมองเห็นตรงหน้า
        1.2.ประติมากรรมเป็นรูปคน  มักจะมีลักษณะคล้ายผู้ที่เป็นหุ่น ด้วยความเชื่อว่าวิญญาณจะกลับเข้าร่างเดิมได้
        1.3.ผลงานทางประติมากรรม  มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกวัสดุ เพื่อนำมาสร้างสำหรับบุคคลที่เป็นที่รัก  และเคารพมาก เช่นเลือกวัสดุที่มีค่า  สร้างเป็นบุคคลที่รักมากที่สุด เป็นต้น
1.4.ประติมากรรมหิน   ที่สกัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยม   จะแสดงท่าทางยื่นโปนออกจากแท่งสี่เหลี่ยมไม่ได้ เพราะคุณสมบัติของหิน  และจากเหตุนี้เองจึงเป็นผลทำให้ประติมากรรมคนนั่งมีท่าทางโดยเฉพาะขึ้น
        2.สถาปัตยกรรม
        ผลงานที่สร้างสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง    ปิระมิด   ซึ่งนิยมสร้างกันมากที่สุด   รวมอยู่ใกล้ ๆ กัน   จนมีชื่อว่า บริเวณหุบผากษัตริย์
        3.จิตรกรรม
        จิตรกรรม จะเป็น จิตรกรรมฝาผนังเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
        1.มีรูปแบบเรียบ ตัดเส้นรอบนอกชัดเจนด้วยสีหนัก และระบายสีบริเวณภายในรูปแบบด้วยสีเรียบๆ ซึ่งมีทั้งรูปคนและรูปสัตว์
        2.การสับด้านรูปคน มีลักษณะเด่นคือ เขียนส่วนหัวเป็นรูปด้านข้าง  คอด้านข้าง บริเวณทรวงอกด้านหน้า    ท่อนขาและเท้าจะเป็นรูปด้านข้าง
        3.ลักษณะของภาพแสดงให้เห็นถึงฐานะของคนในภาพเช่นฟาโรห์ จะมีขนาดใหญ่ราชินีรองลงมา
        ผลงานในอาณาจักรเก่า  แสดงความเชื่อในโลกข้างหน้าอย่างเด่นชัด และเชื่อว่าฟาโรห์เป็นเทพเจ้าที่มีอำนาจ
        2.สมัยอาณาจักรกลาง
        อำนาจ หมายถึงความสามรถที่จะบังคับให้ผู้อื่นทำตามความต้องการของตนได้ และเมื่ออำนาจมากเท่าใด  ย่อมทำให้ผู้มีอำนาจบังเกิดความหลงมัวเมาในอำนาจและย่อมสลายไปในที่สุด
        ในสมัยกลางความเชื่อของประชาชนในทางพิธีกรรม และศาสนามีมากขึ้น ประชาชนต้องการที่พึ่งทางใจมากขึ้น   ผลงานที่มุ่งสนองความต้องการของสังคมจึงมีลักษณะดังต่อไปนี้
        1.รู้จักเผ่าอิฐเพื่อใช้ก่อสร้าง และ ปิระมิดให้เล็กลงเพื่อเก็บศพของคนชั้นกลางและพระ  สมัยนี้นิยมสร้างวิหารเพื่อราชินี และพิธีกรรมทางศาสนาอื่น ๆ
        2.ทางประติมากรรม ผู้สร้างพยายามเน้นความเหมือน ความงามตามธรรมชาติ  เพิ่มความสละสลวยอ่อนหวานมากขึ้น  นอกจากนี้ยังสอดแทรกความดีใจ เสียใจ ลงในประติมากรรมด้วย
 
        3.สมัยอาณาจักรใหม่
        ในสมัยใหม่  ความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าเพิ่มมากขึ้น และ เชื่อกันว่า พระเจ้านั้นอยู่ใกล้ๆ กับมนุษย์  ซึ่งทำให้เกิดอิทธิพลต่อผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นมากมายจัดเป็นยุคของการสร้างโบสถ์  วิหารที่เด่นที่สุด    ลักษณะผลงานที่มนุษย์สร้างทุกประเภทได้ดังนี้
      1.นิยมโครงสร้างวางพาด เพื่อใช้วิหาร ตามบริเวณหน้าผา หรือเรียกว่าวิหารเจาะตามหน้าผา
      2.เมื่อสร้างวิหาร ความจำเป็นเกี่ยวกับการตกแต่งหัวเสาก็ตามมา   โดยผู้สร้างดัดแปลงรูปทรงมา 
         จากธรรมชาติเป็นรูปแบบหัวเสา
     3.สถาปนิกพยายามสร้างรูปแบบให้มีความสมดุล ซ้าย ขวา สำหรับวิหารใหญ่ ๆ และนิยมนำ
       ประติมากรรมประดับสถาปัตยกรรมด้วย
     4.สามารถนำเอาจิตรกรรมฝาผนังมาสร้างความกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมได้เป็นอย่างดี
เมโสโปเตเมีย
        ในช่วงเวลาไล่เรี่ยกันกับความก้าวหน้าของอียิปต์  มนุษย์ที่อาศัยอยู่ตามบริเวณระหว่างลุ่มแม่น้ำทางตะวันออกของอียิปต์ ก็สามารถสร้างผลงานทางศิลปะขึ้นและเหลือตกทอดอยู่มีคุณค่ามากในปัจจุบันนี้ มนุษย์ที่สร้างผลงานในเมโสโปเตเมียนี้ แบ่งออกได้เป็น  2 พวกคือ
        1. อินโด ยูโรเปียน  อยู่ทางตอนเหนือแถบภูเขา ตามที่ราบสูง เรียก  แอสสิเรีย
        2. ซิมิติกส์   อยู่ตอนใต้เรียก    บาบิโลเนียน
        1.สถาปัตยกรรม
        1.สถาปัตยกรรมนิยมใช้อิฐเป็นวัสดุก่อสร้าง    มีขนาดใหญ่    เช่น   สถาปัตยกรรมซิเกอริท   เป็น   เทวะสถานเพื่อเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์
        2.มนุษย์ผู้สร้างเข้าใจออกแบบโค้งกลมตามหน้าพระวิหารหรือตามสถาปัตยกรรมใหญ่ ๆ  ตัดกับผนังลาดเอียง  โดยคำนึงถึงแสงเงาที่ตกทอด
        2.ประติมากรรม
        1.ผู้สร้างนิยมหินทรงกลมนำมาสลักเป็นรูปบุคคลที่เคารพ เช่น พระ และผู้ครองประเทศ
        2.เรื่องราวของประติมากรรมเกี่ยวกับข้องกับกิจกรรมของกษัตริย์  ชัยชนะ การรบ
        3.การสร้างประติมากรรมด้วยโลหะตามวิธีทุบ แผ่ให้เป็นรูปแบบตามต้องการ เป็นที่นิยมมากและแสดงถึงความชำนาญทางโลหะเป็นอย่างดี
        4.นอกจากจะมีความเข้าใจในการขึ้นรูปแบบประติมากรรม  ตามคุณสมบัติของวัสดุที่นำมาสร้างแล้วยังสามารถนำวัสดุต่าง ชนิดกันมาผสมเป็นประติมากรรมที่งดงามอีกด้วย
        ผลงานของบาบิโลน  นี้มีความยิ่งใหญ่ไม่แพ้ผลงานของมนุษย์บริเวณบุ่มแม่น้ำไนล์แต่อย่างใด เป็นรูปแบบโดยเฉพาะ  บริเวณฐานจะเป็นทรงกลมและเน้นในลักษณะตรงไปตรงมา   เห็นอย่างไรก็สร้างอย่างนั้นขึ้น
แอสสิเรียน                                                        
        แอสสิเรียน  เป็นบริเวณที่พักอาศัยของชนเผ่าอินโดยูโรเปียนทางตอนเหนือของเมโสโปเตเมีย  ต่อมาเมื่อพวก ซิมิติกส์มีอำนาจเหนือกว่าพวกฮิตไทต์    จึงได้ตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้น    มีอำนาจ  และ เจริญรุ่งเรืองมาก  ผู้มีอำนาจเท่านั้นที่จะยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นจึงมีการแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา   และผลงานที่สร้างขึ้นจึงเป็นกองกำลังทหารและสถานภาพทางเศรษฐกิจด้วย
        อาณาจักรของแอสสิเรียน มีความเชื่อที่สำคัญ ๆ  คล้ายกับบาบิโลเนียน แต่ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ
        1.เชื่อในฐานอำนาจของพระมหากษัตริย์ ยกย่องความเป็นนักต่อสู้   นักรบ และ ชัยชนะ
        2.เชื่อในสัตว์สี่เท้าบางชนิด  เช่น  วัว  ถือว่าเป็นทั้งมิตรและเทพเจ้าแห่งการช่วยเหลือ
        1.สถาปัตยกรรม
        1.รู้จักวางผังเมืองแบบง่ายที่สุด โดยมีป้อมปราการล้อมปราสาท และจัดสวนกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมนั้นๆ
        2.รูปแบบสถาปัตยกรรมทั้งในแนวราบ และ แนวตั้งด้านหน้า  นิยมใช้รูปแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้า รู้จักนำเอาโค้งกลมมาทำเป็นประตูทางเข้า        
        3.วัสดุหลักที่ใช้คือ อิฐแผ่น ซึ่งผู้สร้างสามารถเผาให้มีความทนสูงด้วย  มีความสง่างามเทียบเท่ากับอียิปต์ แต่สู้หินของอียิปต์ไม่ได้เท่านั้นเอง
        4.มนุษย์ผู้สร้างมีความชำนาญมาก และมีความคิดสร้างสรรค์   เข้าใจตกแต่งสถาปัตยกรรมได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน  ทั้งรูปแบบและวัสดุ
        2.ประติมากรร
        1.ผู้สร้างมีความคิดผสมรูปคนกับสัตว์  แล้วสลักเป็นรูปแบที่สวยงาม
        2.ลักษณะของประติมากรรมเน้นส่วนสำคัญของรูปชัดเจน
        3.ประติมากรรมเรื่องราวของพระมหากษัตริย์ เข่น การล่าสัตว์ การประพาสต่าง ๆ เป็นต้น
อเคเมเนียนเปอร์เซียน       มีความเชื่อในการสร้างผลงานที่สำคัญคือ
          1.เชื่อในพระองค์เจ้าหลายองค์  ทั้งที่อำนวยทั้งความดีและความชั่ว  แล้วแต่จะคิดสร้างสรรค์
          2.เชื่อหมั่นในพระมหากษัตริย์ ซึ่งถือว่าเป็นสถาบันอันสำคัญ
ผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรม มีรูปแบบดังนี้
        1.ผู้สร้างเข้าใจนำวัสดุ  หิน อิฐ  ไม้ ที่มีคุณสมบัติต่างกันมาประกอบกันได้อย่างกลมกลืนที่สุด
        2.ผู้สร้างออกแบบหัวเสาเป็นรูปสัตว์ เช่น สิงโต  หรือ นกอินทรี  และ ตกแต่งด้วยคานทอง
           อย่างวิจิตรบรรจงมาก
   2. กรีก
        ผลงานของชนชาติที่เหลืออยู่ นอกจากที่จะแสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้สร้างสรรค์แล้ว ยังแสดงถึงความคิดด้านต่าง  ๆ   เช่น     กฎหมาย วรรณคดี  ศาสนา    ปรัชญา