แปดเหลี่ยม: การเลือกซื้อผ้า

โดยนางวิไลวรรณ  มานะศรีสุริยา

 

                                การเลือกซื้อผ้ามีความสำคัญ  เพราะถ้าได้ผ้าที่เหมาะสมกับแบบตัดเหมาะกับบุคลิกของผู้ใช้  สถานที่และโอกาส  ผ้ามีความสำคัญเพราะจะทำให้ผู้สวมใส่ดูดีขึ้นในขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้ผู้สวมใส่ดูแย่ลงถึงแม้ว่าผ้านั้นจะราคาแพงก็ตาม  เนื้อผ้าสีของผ้า  ลวดลายผ้าช่วยทำให้เสื้อ  กางเกงและกระโปรงดูมีราคา  ถ้าเลือกแบบได้เหมาะสมกับผ้า  ผสมกับการตัดเย็บด้วยฝีมือประณีต  ชวนให้สวมใส่และใช้ได้นาน  หลายโอกาส  ไม่เบื่อง่าย

แบบตัดบางแบบต้องใช้ผ้าทอเนื้อแน่นอยู่ตัว  แต่บางแบบต้องใช้ผ้าบางเบา

พลิ้ว  ฉะนั้นผู้เริ่มหัดตัดเย็บใหม่    ควรเลือกแบบที่เหมาะสมกับผ้าทอเนื้อแน่นและควรหลีกเลี่ยงผ้าลายทางผ้าตาหมากรุก  เพราะต้องระวังให้ลายต่อกัน  เพราะจะเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับผู้เริ่มตัดเป็นใหม่    ดังนั้นควรเลือกใช้ผ้าพื้นสีเรียบ     ก่อน

 

                การเลือกซื้อผ้าสำหรับสวมใส่AA

                                *1. เลือกคุณสมบัติของผ้าตามวัตถุประสงค์ที่ต้องใช้  เช่น  เสื้อผ้าใส่ทำงาน

เครื่องแบบนักเรียน  เสื้อผ้าใส่ลำลองอยู่ในบ้าน  เหล่านี้ควรเลือกผ้าที่เหมาะสม  ไม่เทอะทะหรือเบาบางจนเห็นชั้นใน

                                *2. ศึกษาข้อความที่เขียนติดมากับผ้าและริมผ้าอย่างละเอียด  ถ้าหน้าผ้าหรือริมผู้เขียไว้ว่าผ้าฝ้าย  หรือ  Cotton  65  %  หมายความว่าผ้าชิ้นนั้นมีคุณสมบัติของผ้าฝ้ายมากกว่าเทโทรร่อน  ดังนั้นผ้าชิ้นนี้จะสวมใส่สบาย  ไม่ยับมากและรีดแต่น้อย  หรือข้อความเขียนบอกว่าเป็นผ้าเรยอน  100%  ซึ่งหมายความว่าผ้าชิ้นนั้นเป็นผ้าเรยอนล้วน  ซึ่งเมื่อยังใหม่สามารถจับต้องหรือมองดูสวยงามน่าใช้แต่พอนำมาตัดเย็บจะยับมาก  เวลาซักถ้าขยี้ไปมาจะขาด  ทั้งนี้เพราะคุณลักษณะของผ้าเรยอนเป็นเช่นนั้น

                                *3. สังเกตด้วยตาและการจับต้อง  ผ้าทอเนื้อดีเส้นด้ายยืนและเส้นด้ายพุ่งจะตัดกันเป็นมุมฉาก  ถ้าเส้นด้ายทั้งสองโย้เย้หรือรวนเป็นผ้าที่คุณภาพต่ำ  หรือด้อยจะตัดเย็บลำบาก  ผ้าที่ทอด้วยมือ  เช่น  ผ้าไหมไทย  ถ้านำมาส่องทวนแสงดูจะมองเห็นฝีมือการทอถี่ห่างไม่เสมอกันเป็นเพราะฟันหวีกระทบด้ายพุ่งไม่เสมอ  แสดงว่าเป็นผ้าที่มีคุณภาพด้อย

                                การจับต้องผ้า  เช่น  กำผ้าเพื่อทดสอบการยับ  ถ้ากำแล้วผ้าไม่คลายตัว  และคงรอยยับเป็นเส้นอยู่อย่างนั้นแสดงว่าไม่ทนยับและต้องการรีดหรือขยี้ผ้าเพื่อดูว่ามีการเพิ่มเนื้อ  เช่น  ตกแต่งเนื้อผ้าด้วยการลงแป้งหรือไม่

 

       

       

สี่เหลี่ยมมน: เรื่องควรรู้                                                                                      

 

                        ดังนั้นเพื่อให้ได้ผ้าตรงกับประโยชน์ใช้สอย  จึงควรเลือกซื้อตามความรู้สึก  จากการสังเกตด้วยตาหรือจากการจับต้องให้ตรงกัน  เช่น  การเลือกซื้อผ้าตัดชุดนอน  ควรเลือกผ้าเนื้ออ่อนนุ่ม  ทนยับ  เป็นต้น

                        *4.  กะปริมาณของผ้าให้พอดีกับงานที่ใช้  ให้เกินได้บ้างเล็กน้อย  แต่อย่าให้ขาดต้องศึกษาและรู้จักความกว้างของหน้าผ้าที่ขายในท้องตลาด  เพื่อจะเปรียบเทียบราคากับจำนวนผ้าที่ซื้อ  เช่น  ผ้าฝ้ายที่ตกแต่งให้มีคุณสมบัติคล้ายลินินหน้ากว้าง  36  นิ้ว  ราคาเมตรละ  80  บาท  ถ้าต้องการตัดกระโปรง  1  ตัว  จะต้องซื้อสองเท่าของความยาวซึ่งราคาอาจแพงกว่าซื้อผ้าอย่างเดียวกัน  แต่หนากว่าเล็กน้อยและกว้าง  60  นิ้ว  เพราะซื้อเพียงเท่าเดียวของความยาว  เป็นต้น

                        *5.  โอกาสใช้สอย  พิจารณาให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย  และงบประมาณที่มีถ้าหากมีงบประมาณจำกัด  ควรเลือกผ้าที่เป็นกลาง    ไม่แสดงถึงโอกาสใช้สอยให้เห็นเด่นชัด  เช่น  เสื้อคอกลมผ้ากำมะหยี่ไม่เหมาะสมที่จะใช้เวลากลางวัน  ควรใช้ผ้าอื่นที่ไม่จำกัดโอกาสเช่น  ผ้าฝ้ายปนใยสังเคราะห์  หรือผ้าป๊อบปลิน  ซึ่งใช้ได้ทุกโอกาส

                        *6. ความทนทาน  เลือกเนื้อผ้าให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่จะใช้ผ้าบางชนิดทอเนื้อหลวม  ลุ่ยง่าย  สีซีดเร็วใช้ไม่กี่ครั้งก็เก่า  แม้จะราคาถูกแต่เมื่อเอาจำนวนครั้งที่ใช้หารกับราคาผ้าแล้วมักแพงกว่าผ้าเนื้อดีราคาสูง  ดังนั้นจึงควรเลือกผ้าเนื้อดีและทนทานเพื่อให้ใช้ได้นาน  และเลือกเนื้อผ้าพอใช้ได้สำหรับที่จะใช้เพียงชั่วคราว

        *7.  ความสบาย  การเลือกซื้อผ้าไม่ควรคิดถึงความสวยเพียงอย่างเดียว  เพราะเสื้อผ้าที่สวยบางชนิดสวมแล้ว  ทำให้รู้สึกไม่สบายกาย  ร้อน  อึดอัด  และเป็นผื่นคันได้  ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงเมื่อตัดสวมใส่แล้วมีความสบายทั้งกายและใจ  สบายกายคือไม่ร้อน  ไม่อึดอัด  ไม่คัน  สบายใจคือไม่กระดากว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่ทำให้คนมองอย่างที่ไม่ต้องการให้มอง  เช่น  สีสัน  และลวดลายแปลกจากธรรมดาไม่เข้ากับลักษณะของผู้สวม

*   8.  ความสวยงาม  ความเหมาะสมกับรูปร่าง  ผิวพรรณลักษณะ  ท่าทาง และกิริยาของผู้สวมใส่  เช่น  คนที่มีลักษณะอ่อนโยนนุ่มนวล  ควรสวมเสื้อผ้าที่มีลวดลายกระจุ๋มกระจิ๋ม  หรือลวดลายในตัว  ผู้ที่มีข้อบกพร่องบางอย่างในร่างกายควรจะพรางได้ด้วยการสวมเสื้อผ้า  เช่น  สะโพกใหญ่มากไม่ควรเลือกผ้าตัดกระโปรงที่มีสีอ่อนเนื้อบางเบา

*   9.  ความทันสมัย  ลวดลายผ้าและเนื้อผ้า  ย่อมเป็นที่นิยมกันเป็นช่วงเวลาหนึ่ง  ผ้าชนิดที่มีอยู่ในระยะเวลาอันสั้นเมื่อนำมาตัดเสื้อผ้าก็ใช้ได้ไม่กี่ครั้ง  แม้จะยังดีอยู่ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป  ซึ่งเป็นการใช้เงินไม่คุ้มค่าฉะนั้นควรเลือกใช้ผ้าลวดลายและเนื้อผ้าชนิดที่ใช้ได้นานกว่าผ้าที่ตามสมัยนิยม

              *10.  งบประมาณ  แม้จะไม่รู้ราคาผ้า  ก็ควรคิดไว้ก่อนว่าจะเลือกผ้าในวงเงินเท่าใด  ถ้ามีทุนทรัพย์จำกัดควรเลือกผ้าราคาแพงในจำนวนพวกผ้าราคาถูก  อย่าเลือกผ้าราคาถูกในจำพวกผ้าราคาแพง  เช่น  ผ้าฝ้ายมีราคาไม่แตกต่างกันมากนักจากเมตรละ  20  กว่าบาท  ถึง  90  -  100  บาท  ถ้าซื้อผ้าฝ้ายราคา  50  บาท  นับว่าราคาแพงในจำนวนผ้าราคาถูก  ผ้าลูกไม้มีราคาตั้งแต่ยี่สิบกว่าบาทไปจนถึงหลายพันบาท  นับว่าเป็นผ้าที่มีราคาแพงมากถ้าซื้อผ้าลูกไม้ราคาเมตรละ  100  บาท  ถือว่าได้ผ้าราคาถูกในจำนวนผ้าราคาแพง

 

*   11.  แหล่งผลิต  ควรพิจารณาเลือกซื้อของที่ผลิตได้ในประเทศเป็นอันดับแรก  และหลีกเลี่ยงการซื้อผ้าที่หาข้อมูลแหล่งผลิตไม่ได้  เพราะผู้ผลิตมักไม่ยอมบอกความจริงทั้ง    ที่ปัจจุบันผ้าแทบทุกชนิดผลิตขึ้นเองในประเทศทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดว่าเป็นผ้าที่สั่งมาจากต่างประเทศจึงทำให้ราคาสูง  ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนค่านิยมเสียใหม่  คือ  เลือกซื้อแต่ผ้าที่ผลิตจากภายในประเทศ

*