`เรื่องที่    ชาดก`

 

Aสาระสำคัญ

            อดีตชาติของพระพุทธเจ้าก่อนที่มาเสวยพระชาติสุดท้ายที่พระองค์ประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะนั้น  พระองค์ได้เคยเสวยพระชาติที่สำคัญๆ มา ๑๐ ชาติ หรือเรียกว่า ทศชาติ เพราะเป็นชาติที่บังเกิดขึ้น เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ อย่าง ซึ่งเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าได้เคยประพฤติปฏิบัติมาในครั้งอดีตกาล

            ควรที่พุทธศาสนิกชนได้หาทางศึกษาค้นคว้า เพื่อนำหลักบารมีธรรมมาพัฒนาตนเองและสังคม

 

Lชาดก

            การศึกษาถึงพระพุทธประวัติทำให้ที่ทราบถึงพระชาติภูมิ  การออกผนวชจนได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว

เผยแผ่หลักธรรมคำสอนไปทั่วชมพูทวีปจนได้สาวกมากมาย  ซึ่งเป็นจุดกำเนิดขึ้นของพระพุทธศาสนา แต่เพื่อจะได้ทราบถึงอดีตชาติของพระพุทธเจ้าก่อนที่จะองค์จะเสวยชาติเป็นเจ้าชายสิทธัตถราชกุมารนั้น พุทธศาสนิกชนหรือผู้ที่สนใจทั่วไปต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องราวอันเป็นอดีตชาติของพระองค์จากพระไตรปิฎก  ส่วนที่เป็นพระสุตตินตปิฎก ชื่อขุททกนิกายชาดกก่อน  ในช่วงชั้นนี้จะยกมากล่าวไว้เพียง ๑ เรื่อง เพื่อศึกษาอดีตชาติพระพุทธเจ้า ดังนี้

 

            _พระมโหสถ

                  ในเมื่อมิถิลามีเศรษฐีผู้หนึ่งมีนามว่า สิริวัฒกะภรรยาชื่อ นางสุมนาเทวี นางสุมนาเทวีมีบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อคลอดออกมานั้นมีแท่งโอสถอยู่ในมือ  เศรษฐีสิริวัฒกะเคยเป็นโรคปวดศีรษะนาน  จึงเอาแท่งยานั้นฝนที่หินบดยา แล้วนำมาทาหน้าผาก อาการปวดศีรษะก็หายขาด  ครั้นผู้อื่นที่มีโรคภัยไข้เจ็บมาขอปันยานั้นไปรักษาบ้างก็พากันหายจากโรคเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว  เศรษฐีจึงตั้งชื่อบุตรว่า “มโหสถ”  เพราะทารกนั้นมีแท่งยาวิเศษเกิดมากับตัว  เมื่อมโหสถเติบโตขึ้นปรากฏว่ามีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าเด็กในวัยเดียวกัน  เพราะความที่มโหสถเป็นเด็กฉลาดเฉลียวเกินวัย  จึงมักมีผู้คนมาขอให้ตัดสินปัญหาข้อพิพาท หรือแก้ไขปัญหาขัดข้องต่างๆ อยู่เสมอ  ชื่อเสียงของมโหสถเลื่องลือไปทั่วมิถิลานคร

            ในขณะนั้น กษัตริย์เมืองมิถิลาทรงพระนามว่า พระเจ้าวิเทหราชทรงมีนักปราชญ์ราชบัณฑิตประจำราชสำนัก ๔ คน บัณฑิตทั้ง ๔ เคยกราบทูลว่าจะมีบัณฑิตคนที่ห้ามาสู่ราชสำนักพระเจ้าวิเทหราช  พระองค์จึงโปรดให้เสนาออกสืบข่าวว่า มีบัณฑิตผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องอยู่ที่ใดบ้าง เสนาเดินทางมาถึงบริเวณบ้านของสิริวัฒกะเศรษฐี เห็นอาคารงดงาม จัดแต่งอย่างประณีตบรรจง จึงถามผู้คนว่าใครเป็นผู้ออกแบบ คนก็ตอบว่าผู้ออกแบบคือมโหสถ  เสนาจึงนำความไปกราบทูลพระเจ้าวิเทหราช พระองค์ตรัสเรียกบัณฑิตทั้ง ๔ มาปรึกษาว่าควรจะไปรับมโหสถมาสู่ราชสำนักหรือไม่ บัณฑิตทั้ง ๔ เกรงว่ามโหสถจะได้ดีเกินหน้าตนจึงทูลว่าขอให้รอไปก่อน  ฝ่ายมโหสถนั้น มีชาวบ้านนำคดีความต่างๆ มาให้ตัดสินอยู่เป็นนิตย์ พระเจ้าวิเทหราชได้ทราบเรื่องการตัดสินความของมโหสถก็ปรารถนาจะเชิญมโหสถมาสู่ราชสำนัก  แต่บัณฑิตทั้ง ๔ ก็คอยทูลทัดทานไว้เรื่อยๆ  ทุกครั้งที่มโหสถแสดงสติปัญญาในการตัดสินคดี  พระเจ้าวิเทหราชทรงทดลองสติปัญญามโหสถด้วยการตั้งปัญหาต่างๆ ก็ปรากฏว่า มโหสถแก้ปัญหาได้ทุกครั้งจนในที่สุดพระราชาก็ไม่อาจทนรอตามคำทัดทานของบัณฑิตทั้ง ๔ อีกต่อไป  จึงโปรดให้ราชบุรุษไปพาตัวมโหสถกับบิดามาเข้าเฝ้าพร้อมกับให้นำม้าอัสดรมาถวายด้วย  มโหสถทราบดีว่า ครั้งนี้เป็นทดลองครั้งสำคัญ จึงนัดหมายการอย่างหนึ่งกับบิดา และในวันที่ไปเฝ้าพระราชา มโหสถให้คนนำลามาด้วยหนึ่งตัวเมื่อเข้าไปถึงที่ประทับพระราชาโปรดให้สิริวัฒกะเศรษฐีนั่งบนที่อันสมควรแก่เกียรติยศ  ครั้นเมื่อมโหสถเข้าไป สิริวัฒกะก็ลุกขึ้นเรียกบุตรชายว่า  “พ่อมโหสถมาตั่งตรงนี้เถิด”  แล้วก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง มโหสถก็ตรงไปนั่งแทนที่บิดา  ผู้คนก็พากันมองดูอย่างตำหนิที่มโหสถทำเสมือนไม่เคารพบิดา  มโหสถจึงถามพระราชาว่า  “พระองค์ไม่พอพระทัยที่ข้าพเจ้านั่งแทนที่บิดาใช่หรือไม่”  พระราชาทรงรับคำ มโหสถจึงถามว่า  “ข้าพเจ้าขอทูลถามว่า ธรรมดาบิดาย่อมดีกว่าบุตร สำคัญกว่าบุตรเสมอไปหรือ”  พระราชาตรัสว่า “ย่อมเป็นอย่างนั้น บิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร”  มโหสถทูลต่อว่า “เมื่อข้าพเจ้ามาเฝ้า พระองค์มีพระกระแสรับสั่งว่าให้ข้าพเจ้านำม้าอัสดรมาถวายด้วย ใช่ไหมพระเจ้าค่ะ”  พระราชาทรงรับคำ มโหสถจึงให้คนนำลาที่เตรียมเข้ามาต่อพระพักตร์ แล้วทูลว่า  “เมื่อพระองค์ตรัสว่าบิดาย่อมสำคัญกว่าบุตร ลาตัวนี้เป็นพ่อของม้าอัสดร หากพระองค์ทรงเห็นเช่นนั้น ก็โปรดทรงรับลาไปแทนม้าอัสดรเถิดพระเจ้าค่ะ เพราะม้าอัสดรเดจากลานี้ แต่ถ้าทรงเห็นว่าบุตรอาจดีกว่าบิดาก็ทรงรับเอาม้าอัสดรไปตามที่พระราชประสงค์  ถ้าหากพระองค์เห็นว่าบิดาย่อมประเสริฐกว่าบุตรก็ทรงโปรดรับเอาบิดาของข้าพเจ้าไว้  แต่หากทรงเห็นว่าบุตรอาจประเสริฐกว่าบิดาก็ขอให้ทรงรับข้าพเจ้าไว้”

                  การที่มโหสถกราบทูลเช่นนั้น  มิใช่จะลบลู่ดูหมิ่นบิดา  แต่เพราะประสงค์จะให้ผู้คนทั้งหลายตระหนักในความเป็นจริงของโลก  และเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีผู้จงใจผูกขึ้น คือบัณฑิตทั้ง ๔ นั่นเอง พระราชาทรงพอพระทัยในปัญญาของมโหสถจึงทรงรับเลี้ยงมโหสถไว้ในฐานะราชบุตร มโหสถจึงได้เริ่มรับราชการกับพระเจ้าวิเทหราชนับตั้งแต่นั้นมา  ตลอดเวลาที่อยู่ในราชสำนักมโหสถได้แสดงสติปัญญา และความสุขุมลึกซึ้งในการพิจารณาแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องทั้งปวง

            มโหสถรุ่งเรืองอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราชได้รับการสรรเสริญจากผู้คนทั้งหลายจนมีอายุได้ ๑๖ ปี พระมเหสีของพระราชาทรงประสงค์จะหาคู่ครองให้  แต่มโหสถขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปเสาะหาคู่ครองที่ตนพอใจด้วยตนเอง  พระมเหสีก็ทรงอนุญาต  มโหสถเดินทางไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ได้พบหญิงสาวคนหนึ่งเป็นลูกสาวเศรษฐีเก่าแก่  แต่ได้ยากจนลง หญิงสาวนั้น ชื่อว่าอมร มโหสถปลอมตัวเป็นช่างชุนผ้า  ไปอาศัยอยู่กับบิดามารดาของนาง  และได้ทดลองสติปัญญาของนางด้วยประการต่างๆ  เมื่อ

มโหสถได้ทดลองสติปัญญาและความประพฤติต่างๆ ของนางอมรจนเป็นที่พอใจแล้ว  จึงขอนางจากบิดามารดาพากลับไปกรุงมิถิลา  เมื่อไปถึงยังเมืองจึงพาไปเฝ้าพระราชาและพระมเหสี  พระราชาก็โปรดให้

มโหสถแต่งงานอยู่กินนางอมรต่อมา  บัณฑิตทั้ง ๔ ยังพยายามที่จะกลั่นแกล้งมโหสถด้วยประการต่างๆ แต่ก็ไม่เป็นผล  แม้ถึงขนาดพระราชาหลงเข้าพระทัยผิดขับไล่มโหสถออกจากวัง  มโหสถก็มิได้ขุ่นเคือง แต่ยังรจงรักภักดีต่อพระราชา  พระราชาจึงตรัสถามมโหสถว่า  “เจ้าเป็นผู้มีสติปัญญา หลักแหลมยิ่ง หากจะหวังช่วงชิงราชสมบัติจากเราก็ย่อมได้ เหตุใดจึงไม่คิดการร้ายต่อเรา”  มโหสถทูลตอบว่า  “บัณฑิตย่อมไม่ทำชั่วเพื่อให้ได้ความสุขสำหรับตน แม้จะถูกทับถมให้เสื่อมจากลาภยศ  ก็ไม่คิดสละธรรมมะด้วยความหลงใหลในลาภยศ หรือด้วยความรักความชัง บุคคลนั่งนอนอยู่ใต้ร่มไม้ย่อมไม่ควรหักกิ่งต้นไม้นั้น  เพราะจะได้ชื่อว่าทำร้ายมิตรบุคคลที่ได้รับการเกื้อหนุนอุปการะจากผู้ใด ย่อมไม่ทำให้ไมตรีนั้นเสียไปด้วย  ความโง่เขลา หรือความหลงใหลในลาภยศอำนาจ บุคคลผู้ครองเรือนหากเกียจคร้านก็ไม่งาม   นักบวชไม่สำรวมก็ไม่งาม พระราชาขาดความพินิจพิจารณาก็ไม่งาม บัณฑิตโกรธง่ายก็ไม่งาม

            นอกจากจะทำหน้าที่พิจารณาเรื่องราวแก้ไขปัญหาต่างๆ มโหสถยังได้เตรียมการป้องกันพระนครในด้านต่างๆ ให้พร้อมเสมอด้วย  มีพระราชาองค์หนึ่งทรงพระนามว่าจุลนีพรหมทัต ครองเมืองอุตรปัญจาล  ประสงค์จะทำสงครามแผ่เดชานุภาพจึงทรงคิดการกับปุโรหิตชื่อ เกวัฏพราหมณ์หมายจะลวงเอากษัตริย์ร้อยเอ็ดพระนครมากระทำสัตย์สาบานแล้วเอาสุราเจือยาพิษให้กษัตริย์เหล่านั้นดื่มจะได้รวบรวมพระนครไว้ในกำมือ มโหสถได้ทราบความลับจากนกแก้วที่ส่งออกไปสืบข่าว จึงหาทางช่วยชีวิตกษัตริย์ทั้งร้อยเอ็ดไว้ได้ โดยที่กษัตริย์เหล่านั้นหารู้ตัวไม่  ในที่สุดพระเจ้าจุลนีทรงส่งเกวัฏพราหมณ์มาประลองปัญญาทำสงครามธรรมกับมโหสถ  มโหสถออกไปพบเกวัฏพราหมณ์โดยนำเอาแก้วมณีค่าควรเมืองไปด้วย  แสร้งบอกว่าจะยกให้พราหมณ์ แต่เมื่อส่งให้ก็วางให้ที่ปลายมือพราหมณ์เกวัฏเกรงว่าแก้วมณีจะตกจึงก้มลงรับแต่ก็ไม่ทัน  แก้วมณีตกลงไปกับพื้น เกวัฏก้มลงเก็บด้วยความโลภ มโหสถจึงกดคอเกวัฏไว้ผลักให้กระเด็นไป  แล้วให้ทหารร้องประกาศว่า เกวัฏพราหมณ์ก้มลงไหว้มโหสถแล้ว  ถูกผลักไปด้วยความรังเกียจ บรรดาทหารของพระเจ้าจุลนีมองเห็นแต่ภาพเกวัฏก้มลงแทบเท้าแต่ไม่ทราบว่าก้มลงด้วยเหตุใดก็เชื่อตามที่ทหารของมโหสถป่าวประกาศพากันกลัวอำนาจมโหสถ  กองทัพพระเจ้าจุลนีก็แตกพ่ายไป

            พระเจ้าจุลนีส่งทูตไปทูลพระเจ้าวิเทหราชว่าจะขอทำสัญญาไมตรี  และขอถวายพระราชธิดาให้เป็นชายา  พระเจ้าวิเทหราชทรงมีความยินดีจึงทรงตอบรับเป็นไมตรี  พระเจ้าจุลนีก็ขอให้พระเจ้าวิเทหราชเสด็จมาอุตรปัญจาล มโหสถพยายามทูลคัดค้านพระราชาก็มิได้ฟังคำ  ขณะที่พระเจ้าวิเทหราชประทับอยู่ในวัง  รอที่จะอภิเษกกับพระธิดาพระเจ้าจุลนี  พระเจ้าจุลนีทรงยกกองทหารมาล้อมวังไว้ มโหสถจึงทูลเตือนพระราชาว่า  “ข้าพระองค์ได้กราบทูล ห้ามมิให้ทรงประมาท แต่ก็มิได้ทรงเชื่อ พระราชบิดาพระเจ้าจุลนีนั้นประดุจเหยื่อที่นำมาตกปลา  การทำไมตรีกับผู้ไม่มีศีลธรรมย่อมนำความทุกข์มาให้  ธรรมดาบุคคลผู้มีปัญญาไม่พึงทำไมตรีสมาคมกับบุคคลผู้ไม่มีศีลซึ่งเปรียบเสมือนงูไว้วางใจมิได้  ย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ไม่ตรีนั้นไม่มีทางสู่สำเร็จผลได้”  พระเจ้าวิเทหราชทรงเสียพระทัยที่ไม่ทรงเชื่อทำคัดทานของมโหสถแต่แรก  มโหสถจัดการนำพระเจ้าวิเทหราชไปพบพระชนนีพระมเหสีและพระโอรสของพระเจ้าจุลนีที่ตนนำไปไว้ในอุโมงค์ใต้ดิน  แล้วจัดการให้กองทัพที่เตรียมไว้ นำกษัตริย์ทั้งหลายเสด็จกลับไปมิถิลา  ส่วนตัวมโสหถเองอยู่เผชิญหน้ากับพระเจ้าจุลนีและหยิบดาบที่ซ่อนไว้ทำทีว่าจะตัดพระเศียรพระราชา  พระราชาตกพระทัยกลัว มโหสถจึงทูลว่า  “ข้าพระองค์จะไม่ทำร้ายพระราชา แต่หากจะฆ่า   ข้าพระองค์เพราะแค้นพระทัย 

ข้าพระองค์ก็จะถวายดาบนี้ให้”  พระราชาเห็นมโหสถส่งดาบถวายก็ทรงได้สติ เห็นว่ามโหสถ นอกจากจะประกอบด้วยสติปัญญาประเสริฐแล้ว ยังเป็นผู้ไม่มีจิตใจมุ่งร้ายพยาบาทผู้ใด  พระเจ้าจุลนีจึงตรัสขออภัยที่ได้เคยคิดร้ายต่อเมืองมิถิลา  ต่อพระเจ้าวิเทหราช และต่อมโหสถ พระเจ้าจุลนีทรงตรัสขอให้มโหสถมาอยู่กับพระองค์  มโหสถทูลว่า “ข้าพระองค์รับราชการรุ่งเรืองในราชสำนักของพระเจ้าวิเทหราช  ผู้เป็นเจ้านายของข้าพระองค์แต่เดิมไม่อาจจะไปอยู่ที่อื่นได้  หากเมื่อใดพระเจ้าวิเทหราชสวรรคต  ข้าพระองค์จะไปอยู่เมืองอุตรปัญจาล  รับราชการอยู่ในราชสำนักของพระองค์”

            เมื่อพระเจ้าวิเทหราชสิ้นพระชนม์ มโหสถก็ทำตามที่ลั่นวาจาไว้ คือไปรับราชการอยู่กับพระเจ้าจุลนี มโหสถนอกจากจะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดแล้ว ยังประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐมีความสุขุมรอบคอบ มิได้หลงไหลในลาภยศสรรเสริญ  ดังนั้นมโหสถจึงได้รับยกย่องสรรเสริญว่าเป็นบัณฑิตผู้มีความรู้อันลึกซึ้ง มีสติปัญญาประกอบด้วยคุณธรรมอันประเสริฐที่กำกับให้ผู้มีสติปัญญา ประพฤติปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร

                  ชาดกเรื่องนี้แสดงถึงการบำเพ็ญปัญญาบารมี คือ ความรู้ทั่วถึงสิ่งที่ควรรู้