1.2  การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ

                   การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ  หมายถึง  การเพาะเมล็ดลงบนพื้นดินที่ได้จัดเตรียมไว้เป็นพิเศษ  เพื่อให้เหมาะแก่การงอกของเมล็ดพืช  แปลงที่จะใช้เพาะเมล็ดจะต้องเลือกบริเวณพื้นดินที่ได้รับแสงแดดจัดตลอดทั้งวัน  เป็นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง  สามารถระบายน้ำได้ดี  ปลอดภัยจากการรบกวนของสัตว์เลี้ยง  แปลงเพาะควรมีความกว้างไม่เกิน  1  เมตร  เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติงาน  เช่น  การถอนย้ายต้นกล้า  ส่วนความยาวอาจจะเป็น 1 – 4  เมตร  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณต้นพืชที่ต้องการ

 

 

 

 

 


                                                การเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ

                1)   การเตรียมดิน  เมื่อเลือกพื้นที่ได้เหมาะสมดีแล้วควรปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้

                    1.         กำจัดวัชพืชในบริเวณและรอบ ๆ  พื้นที่ที่จะเตรียมแปลงเพาะออกให้หมด

                    2. ขุดดินให้ลึกประมาณ  15 – 20  เซนติเมตร  ตากแดดทิ้งไว้  1 – 2  สัปดาห์  เพื่อให้ดินแห้งและทำลายโรคและแมลงศัตรูพืชที่อาศัยอยู่ในดิน   

                        3.  ย่อยดินให้เป็นก้อนเล็ก ๆ  เก็บเศษวัชพืชและสิ่งแปลกปลอมอื่น    ออกให้หมด

                        4.  พูนดินหรือยกระดับแปลงให้สูงกว่าพื้นทางดิน  10 – 15  เซนติเมตร  เพื่อป้องกันน้ำท่วมขังและช่วยการระบายน้ำได้ดีขึ้น

                        5.  ปรับผิวหน้าดินให้เรียบสม่ำเสมอ  และย่อยดินบริเวณผิวหน้าแปลงให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อให้เหมาะกับขนาดของเมล็ดที่จะหว่าน  เพราะถ้าดินผิวหน้าแปลงเพาะมีขนาดโตหรือหยาบเกินไป  เมล็ดพืชที่หว่านอาจจะร่วงหรือตกลงในช่องว่างระหว่างก้อนดินลึกเกินไป   อาจจะงอกได้ช้าหรือไม่งอกเลยก็ได้

                2) วิธีการเพาะเมล็ดในแปลงเพาะ  สามารถทำได้ดังนี้

                        1.  นำเมล็ดพันธุ์พืชที่ต้องการปลูกหว่านลงบนผิวหน้าดินในแปลงเพาะให้กระจายอย่างสม่ำเสมอ  (อย่าหว่านเมล็ดมากเกินไปหรือเป็นกระจุก  จะทำให้ได้ต้นกล้าที่ขึ้นเบียดชิดกันอย่างหนาแน่น  ยากแก่การถอนย้าย  และง่ายต่อการเกิดโรคอีกด้วย)

                        2.  โรยทับด้วยดินร่วนเพียงบาง ๆ  พอกลบเมล็ดเพื่อให้เมล็ดได้รับความชั้นสม่ำเสมอ  ป้องกันเมล็ดแห้ง  ช่วยทำให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น  (ถ้าเป็นเมล็ดที่มีขนาดเล็กมากไม่ต้องโรยทับ)

                    3. รดน้ำด้วยบัวชนิดฝอยละเอียดให้ชุ่มตลอดทั้งแปลง

 

                        4.  อาจจะคลุมแปลงเพาะด้วยทางมะพร้าว  ฟางแห้งหรือตาข่ายพรางแสงเพียงบาง ๆ  ในระยะแรก ๆ  ก็ได้  เพื่อป้องกันแสงแดดที่อาจจะเป็นอันตรายแก่ต้นอ่อนของพืชที่เริ่มงอก

 

 

 

 

 

 


                                      การคลุมแปลงเพาะเมล็ดด้วยตาข่ายพรางแสง  (ซาแรน) 

                        เพื่อรักษาความชื้นของดิน  และป้องกันเมล็ดแห้ง  จะช่วยให้เมล็ดงอกได้เร็วขึ้น

                    5. ดูแลรักษารดน้ำทุก ๆ  วัน  วันละ  1 – 2  ครั้ง

                        6.  เมื่อต้นกล้างอกทั่วถึงและสม่ำเสมอดีแล้ว  จึงนำวัสดุพรางแสงออกให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดมากขึ้น

                        7.  ถ้าพบว่าต้นกล้าขึ้นหนาแน่นเกินไปควรถอนออกเสียบ้าง  โดยเลือกถอนเฉพาะต้นที่ไม่สมบูรณ์หรือเล็กเกินไป

                    8. เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตดีแล้วจึงถอนย้ายนำไปปลูกต่อไป

       

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        1.3   การเพาะเมล็ดในภาชนะหรือวัสดุสำเร็จรูป

              การเพาะเมล็ดโดยวิธีนี้  ส่วนมากจะเลือกใช้กับพันธุ์พืชที่ไม่ต้องการถอนย้ายต้นกล้าหรือถ้ามีการถอนย้ายต้นกล้า  อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อการเจริญเติบโตของพืช  ใช้กับเมล็ดพันธุ์พืชที่มีขนาดโต  ต้นพืชมีระบบรากลึก  ลักษณะทรงต้นสูงใหญ่  เช่น  ไม้ผลยืนต้นจำพวกขนุน 

มังคุด  มะม่วง  มะขาม  น้อยหน่า  ทุเรียน  ลิ้นจี่  ลำไย  เงาะ  เป็นต้น  หรือเมล็ดพันธุ์พืชที่หายากและมีราคาแพง  เช่น  เมล็ดพันธุ์ผักและไม้ดอกบางชนิด  เช่น  บรอคโคลี่  ดาวเรือง  เยอบีรา  เป็นต้น

 

 

 


                                     

                             ต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะสำเร็จรูป

              1) ข้อแนะนะในการเพาะเมล็ดในภาชนะหรือวัสดุสำเร็จรูป   การเพาะด้วยวิธีนี้ค่อนข้างจะเสียเวลาและต้องเตรียมการมากกว่าาวิธีอื่น ๆ  คือ  จะต้องเตรียมภาชนะขนาดเล็ก  เช่น  ถึงพลาสติก  ถ้วยกระดาษ  กระทง  ถ้วยน้ำอัดลม  กล่องนมจำนวนมาก  และภาชนะดังกล่าวควรจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ  2 – 3  นิ้ว  จะต้องเจาะรูที่ก้นประมาณ  3 – 5  รู  เพื่อให้มีการระบายน้ำได้ดีพอสมควร  ปัจจุบันมีผู้ผลิตภาชนะเพาะสำเร็จรูปจำหน่ายในลักษณะต่าง ๆ  กัน  ทำให้สะดวกในการเพาะมากขึ้น

              2) วิธีการเพาะเมล็ดในภาชนะเพาะหรือวัสดุสำเร็จรูป  เมื่อเตรียมภาชนะเพาะเสร็จ

เรียบร้อยแล้ว  ให้ปฏิบัติตามขึ้นตอนดังนี้

                1. นำดินเพาะใส่ลงในภาชนะให้เกือบเต็ม

                2. ตรงกลางทำหลุมตื้น ๆ  ลึกประมาณ  1 – 1.5  .  (ขึ้นอยู่กับขนาด

ของเมล็ด  ถ้ามีขนาดเล็กก็ทำหลุมตื้น  ถ้ามีขนาดใหญ่ก็ควรทำหลุมให้ลึก)

                3. นำเมล็ดพันธุ์พืชที่จะปลูก  วางลงในหลุมและกลบเมล็ด

                4. รดน้ำให้ชุ่มสม่ำเสมอทุกวันจนกว่าเมล็ดจะงอก

                5. เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตแข็งแรงดีแล้วจึงนำไปปลูกในพื้นที่ที่กำหนดไว้

                   การเพาะเมล็ดวิธีนี้เป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทนดีมากที่สุด  เพราะเปลืองเมล็ดพันธุ์น้อยกว่าวิธีอื่น ๆ  ต้นกล้าที่ได้จะแข็งแรงและเจริญเติบโตมีขนาดเท่า ๆ  กัน  สามารถนำต้นกล้าลงไปปลูกในแปลงปลูกได้เลย  อัตราการตายมีน้อยมาก  และต้นกล้าก็จะไม่กระทบกระเทือนหรือชะงักการเจริญเติบโต

 

 

 

2.  การหว่านเมล็ด

        การปลูกพืชโดยวิธีหว่านเมล็ดลงในแปลงปลูก  นิยมใช้กับพืชที่มีราคาถูก  สามารถงอกได้ง่าย  การดูแลรักษาน้อย  มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม  เช่น  พืชไร่ต่าง ๆ  ข้าว  ข้าวโพด  ถั่ว  งา  และพืชผักต่าง ๆ  เช่น  ผักบุ้ง  ผักชี  ผักกาดหัว  แครอท  คะน้า   เป็นต้น

        2.1   การเตรียมดิน

            ดินแต่ละอย่างจะเหมาะกับการปลูกพืชต่างชนิดกันไป  แต่ถ้าเป็นดินร่วนซุยที่มีอินทรียวัตถุมากก็จะเหมาะกับการปลูกพืชทั่ว ๆ  ไป ทุกชนิด  แต่อย่างไรก็ตามการเตรียมดินจะต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของดินและธาตุอาหารในดินเป็นหลักสำคัญ

              การปลูกพืชโดยวิธีนี้จำเป็นต้องเตรียมดินปลูกให้มีความพร้อมและเหมาะสมต่อการหว่านเมล็ดโดยทำเช่นเดียวกับการเตรียมดินปลูกพืชโดยทั่ว ๆ ไป  (ยกเว้นการปลูกข้าว)  คือ  จะต้องกำจัด

วัชพืชในบริเวณและรอบ ๆ  แปลงปลูกออกให้หมด  และไถพรวนหรือขุดดินให้ลึกประมาณ  15 – 20  .  และตากดินทิ้งไว้ให้แห้งประมาณ 1 – 2  สัปดาห์  ย่อยดินให้เป็นก้อนเล็ก ๆ  ผสมปุ๋ยอินทรีย์แล้วคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน  เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์และปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช  หลังจากนั้นเกลี่ยหน้ากินให้เรียบเสมอกัน

        2.2  วิธีการหว่านเมล็ด

            การหว่านเมล็ดพันธุ์พืชสามารถทำได้หลายวิธี  ดังนี้

              1)  การหว่านให้กระจายทั่วทั้งพื้นที่ปลูก  การหว่านวิธีนี้จะได้ต้นพืชกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป  ต้นพืชจะขึ้นไม่เป็นระเบียบ  การพรวนดินทำได้ยาก  ถ้าหากผู้หว่านไม่มีความชำนาญพออาจจะได้ต้นพืชที่ขึ้นเป็นกระจุก  ต้องถอนย้ายภายหลัง  ทำให้เสียเวลาและสิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์  แต่ข้อดีของวิธีนี้ก็คือ  ทำให้พื้นที่ทุกส่วนใช้ประโยชน์ได้หมด  พืชที่นิยมปลูกโดยวิธีนี้  ได้แก่  ข้าว  ถั่ว  งา  ผักกาดหัว  คะน้า  ผักกาดเขียวกวางตุ้ง   เป็นต้น

 

 

 


                                      ต้นกล้าที่ได้จากการหว่านเมล็ดในแปลงปลูกโดยวิธีหว่านให้กระจายทั่วแปลง

2)      การหว่านหรือโรยเป็นแถว   การหว่านวิธีนี้จะได้ต้นพืชขึ้นเป็นแถวมีระเบียบ  โดยหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไปในร่องที่กำหนดไว้เป็นระยะ ๆ  เหมาะสำหรับพืชที่มีลำต้นสูง  ไม่มีกิ่งก้านสาขามากนัก  เช่น  ข้าวโพด  ข้าวฟ่าง  ผักบุ้ง  ผักชี  เป็นต้น